กัลฟ์เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 5000 เมกะวัตต์ พร้อมดันกำลังผลิตเข้าระบบในปี 65

กัลฟ์ เดินหน้าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

กลุ่มบริษัท กัลฟ์ โดยคุณ sarath ratanavadi เป็นบริษัทที่ดำเนินการบริหารโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล และนอกจากการผลิตไฟฟ้าแล้ว โรงไฟฟ้าในเครือบางแห่งยังดำเนินการผลิตไอน้ำและน้ำเย็นให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอีกด้วย

สำหรับแผนการผลิตใหม่ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือ PDP (Power Development Plan 2558-2579) ตามนโยบายของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัท กัลฟ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) มีแผนการกำลังการผลิตเป็นจำนวน 5,000 เมกะวัตต์ โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเป็นยูนิตแรกในปี 2565 และยูนิตที่ 2 ในปี 2568 ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้เป็นโครงการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งสิ้น โดย Gulf ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด และมีความพร้อมที่จะลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อให้เข้าระบบตามเวลาที่ได้ระบุไว้ในสัญญา

ปัจจุบัน กัลฟ์ โดยคุณ sarath ratanavadi มีโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 4 โครงการ โดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวม 4,772 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของอยู่ที่ 1,963.5 เมะวัตต์ และมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตสำหรับโรงไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มอีก 6,353 เมกะวัตต์ในปี 2567 โดยมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 4,365 เมกะวัตต์ ซึ่งล่าสุด บริษัทฯ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเป้าหมายการระดมทุนเพื่อเป็นเงินทุนและเป็นเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวมถึงเพื่อการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของบริษัทในอนาคตแล้ว

ในส่วนของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ของกระทรวงพลังงานนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนใหม่ โดยได้กำหนดกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2561ที่ผ่านมา รวมถึงได้เริ่มขั้นตอนแรก คือ การทำค่าพยากรณ์ไฟฟ้า เนื่องจากมีปัจจัยเพิ่มที่ต้องนำมาคำนวณรวมด้วย คือ การขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเฉพาะโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่เริ่มมีการติดตั้งบนหลังคาบ้านเพื่อลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบปกติ รวมถึงการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าและความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ส่วนกำลังการผลิตใหม่โดยเฉพาะกำลังการผลิตในส่วนของ กฟผ. นั้น ต้องรอความชัดเจนหลังจากที่แผนดังกล่าวได้ปรับปรุงเสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะสามารถระบุได้ว่าจะมีการขยับเลื่อนกำลังการผลิตออกไปหรือไม่ เพราะยังมีข้อกังวลในประเด็นปริมาณสำรองไฟฟ้า ที่ปัจจุบันมีปริมาณสูงถึงร้อยละ 30 ในขณะที่ค่ามาตรฐานที่ใช้อยู่มีเพียงปริมาณร้อยละ 15 เท่านั้น

Last modified: 9 August 2018

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *